วันอังคาร, กันยายน 23, 2008

“สมศักดิ์”จวก“มติชน”สุดมั่ว ใส่ไฟ “การเมืองใหม่”ล้มแต่ยังไม่ตั้งไข่


“สมศักดิ์”จวกบทวิเคราะห์หารเมือง “มติชน”มั่วกล่าวหาการเมืองใหม่ล้มตั้งแต่ไม่ตั้งไข่ แถมป้ายสีละทิ้งมวลชน ซ้ำยกคำ“สมัคร”ทาสเผด็จการมาด่า ยันพันธมิตรฯ ชุมนุม 100 กว่าทำสำเร็จกว่า 40 เรื่อง โดยมีมวลชนเข้าร่วมมหาศาล หากทิ้งมวลชนคงเหลือแค่ 5 แกนนำอย่างโดดเดี่ยว ติง“ขรรชัย บุนปาน”มอบกระเช้าประจบ“สมชาย”จะเป็นสื่อของมวลชนได้อย่างไร

คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ปราศรัย

วานนี้ (23 ก.ย.) เวลาประมาณ 23.20 น. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวปราศรัยบนเวทีหน้าทำเนียบรัฐบาลว่า การก่อตัวของพี่น้องประชาชนที่ลุกขึ้นมาปฏิรูปการเมืองการปกครองไทยทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่ออนุชนรุ่นหลัง ฉะนั้นใครจะมาบอกว่าการเมืองใหม่เป็นไปไม่ได้ คนนั้นกำลังกล่าวความเท็จ เนื่องจากประวัติศาสตร์เพิ่งผ่านพ้นไปได้เพียงไม่กี่วัน ที่รัฐบาลเผด็จการในระบอบทักษิณเสียง 377 เสียงจาก 500 เสียง ฝ่ายค้านทำอะไรไม่ได้ ไม่ใช่เพราะพันธมิตรฯ หรือที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องหนีขนาดนั้น

"คนมีเงินเอาเงินไปซื้ออำนาจมาเป็นรัฐบาล เสียงมากมายครอบคลุมหมดทั้งทหารตำรวจมาเป็นพรรคพวกตัวเองทั้งนั้น แต่ไม่อาจต้านพลังแห่งคุณธรรมของพันธมิตรฯได้ จึงต้องถอยร่นแตกแบบไม่เป็นกระบวน และตอนนี้คดีต่างๆ กำลังจะถูกพิจารณา อย่างวันที่ 21 ต.ค.คดีของทักษิณจะถูกพิพากษาเป้นคดีแรก ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นเราก็จะอยู่สู้ต่อไป เพื่อต่อสู้ยึดทรัพย์ที่โกงไปกลับมาเป็นของแผ่นดิน ถ้าหนีได้หนีไป"นายสมศักดิ์กล่าว

นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า นี่คือการเมืองใหม่ซึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในโลกนี้ นี่คือความเจริญก้าวหน้าของปวงชนชาวไทยทุกคนที่มีส่วนร่วม เกิดปรากฎการณ์ช่วยเหลือกันอย่างกว้างใหญ่ไพศาล บริจาคทั้งทรัพย์สินต่อสู้จำนวนนับแสนล้าน นี่คือการเมืองใหม่โดยประชาชนเพื่อประชาชนและประเทศชาติ

"ถ้าพวกเราไม่เคารพ ไม่เชื่อใจ ไม่รับฟังพี่น้องประชาชนก็จะไม่มีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มากมายที่สุดในประวัติศาสตร์ มีคนมาชุมนุมยาวนานและมากที่สุด มากกว่า 14 ตุลา มากกว่าพฤษภาทมิฬ ที่กล้าพูดเพราะเคยอยู่มาทุกเหตุการณ์ และไม่เคยเอียงอยู่ฝ่ายเผด็จการไม่ว่าครั้งใดทั้งสิ้น"นายสมศักดิ์กล่าว

ทั้งนี้ จึงอยากให้พี่น้องมั่นใจ เชื่อใจว่าในสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องตลอด อย่าไปวิตกกังวลเมื่ออันธพาลเป็นรัฐบาลที่มาคอยกล่าวหา รังแก เพราะความจริงก็คือความจริง อย่าวิตกและไปทุกข์ร้อนกับมัน รัฐบาลคือกบฏที่ละเมิดรัฐธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่า แต่มากล่าวหาเรา ซึ่งจะไปกลัวทำไมในเมื่อไม่เป็นความจริง จึงอยากให้พี่น้องเชื่อมั่น และไม่ต้องหวังพึ่งใครให้พึ่งพลังของเรา สามัคคีกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวชัยชนะจะต้องปรากฏอย่างแน่นอน

"ชัยชนะมีได้ 2 อย่าง คือ 1. สิ่งที่ทำนั้นจะต้องถูกต้องเป็นธรรมและบริสุทธิ์ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ แอบแฝง 2. จะต้องร่วมมือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีกฎเกณฑ์สามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สามัคคีคือพลังและธรรมะต้องชนะอธรรม เมื่อมีพลังและธรรมะก็จะต้องชนะอธรรมอย่างแน่นอน อย่าสับสนและสงสัยว่าจะแพ้หรือชนะ เพราะทุกครั้งที่ต่อสู้ไม่เคยพบกับคำว่าแพ้"นายสมศักดิ์กล่าว

หลังจากนั้นนายสมศักดิ์ได้ตอบโต้หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ 23 ก.ย.หน้า 11 ที่ได้วิเคราะห์การเมืองโดยตั้งหัวข้อว่า “หักดิบการเมืองใหม่ ล้มตั้งแต่ยังไม่ตั้งไข่” โดยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า พวกเราเคารพสื่อ ถ้าวิพากษ์วิจารณ์มาเราเคารพ แต่อย่างนี้เหมือนดูถูกว่า การเมืองใหม่ล้มตั้งแต่ยังไม่ทันตั้งไข่ โดยที่ทำมานั้นตนเคยบอกแล้วว่ามีความสำเร็จทั้งรายเล็กรายย่อยกว่า 40 ประเด็น แล้วความสำเร็จที่ผ่านมานั้นจะมาหาว่าล้มยังไม่ทันตั้งไข่ได้อย่างไร ความจริงเราไข่นานแล้ว ตนนั้นชอบวิชาปรัชญาเพราะว่าด้วยเรื่องเหตุและผล เมื่อเรานำวิชานี้ไปจับกับสิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์จะจับคนเท็จได้ตลอด รวมถึงคนโกหก ลำเอียง มีมายาได้ทันที

โดยในบทความนี้ มีการวิพาษ์วิจารณ์ถึงสูตร 70 ต่อ 30 หาว่าเป็นสูตรโควตาอ้อย ทั้งที่พวกเราเคยชี้แจงตลอดว่าเป็นความเห็นของแกนนำบางคนหรือผู้ประสานงานที่เสนอ เพื่อให้เกิดประเด็นถกเถียงกัน ให้เกิดการมีส่วนร่วม เป็นกลยุทธ์ ซึ่งถ้าไม่โยนอะไรออกมาคนก็ไม่เถียง อันนี้เช่นกันเป็นการโยนขึ้นไปเพื่อระดมความเห็นเข้ามา เช่นเดียวกับสรรพสิ่งทั้งหลายเกิดมาจากสิ่งเล็กเสมอ เห็นได้จากพระพุทธเจ้าเริ่มมาจากองค์เดียว ความคิดที่ฉลาดอย่างกาลิเลโอก็คิดมาจากคนเดียว แต่หลังจากคิดแล้วก็ได้ปล่อยให้หลายคนพิสูจน์ความจริงว่าใช่หรือไม่ใช่ เมื่อข้อสรุปที่เป็นจริงเกิดขึ้นก็จะเกิดการยอมรับกับคนทั่วไป

"นักปรัชญามักเริ่มต้นแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น อันนี้เช่นเดียวกันเริ่มต้นด้วย 70:30 แต่กลับมาบอกว่าเป็นละทิ้งมวลชน แล้วที่พี่น้องมารวมตัวด้วยความสมัครใจเป็นจำนวนมากแบบนี้จะละทิ้งมวลชนตรงไหน เราขาดเหลืออะไรก็ช่วยกันบริจาคมาให้ ถ้าละทิ้งมวลชนคงเหลือแค่ 5 แกนนำ และนี่คือความจริงชัดๆ เป็นความจริงที่ปรากฏ เห็นรูปเห็นภาพ จึงจำเป็นที่จะต้องโต้แย้งให้เห็นว่ามันไม่ใช่"นายสมศักดิ์กล่าว

นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า ตนดีใจที่ได้มาอยู่ท่ามกลางพี่น้องที่มีแต่น้ำใจ เป็นมนุษย์ที่มีคุณค่ามาขับไล่รัฐบาลชั่วอยู่ในขณะนี้ ซึ่งบทความได้มีการบอกต่อว่าพันธมิตรเป็นอันธพาลการเมืองเหมือนกับที่สมัคร สุนทรเวช เคยกล่าวหาเรา คนเขียนบทความนี้เหมือนจะโง่ ซึ่งความจริงนายสมัครนั้นอยู่ฝ่ายเผด็จการมาตลอดตั้งแต่ สมัย 6 ตุลาก็เป็นคนปลุกระดมให้นักศึกษาเข่นฆ่ากันตาย 43 คน แต่กลับบอกว่าตาย 1 คน มาครั้งนี้ได้ไปนำ นปก.โดยมีตำรวจนำหน้ามาตีเราที่สะพานมัฆวานฯ แล้วมากล่าวหาว่าเราเป็นอันธพาล ซึ่งคนที่อันธพาลนั้นคือนายสมัคร และคนที่เขียนบทความแบบนี้คือ อันธพาลในคราบสื่อ

นายสมศักดิ์กล่าวต่ออีกว่า เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมามีนายขรรชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) ได้ไปมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งการจะมาเจอกันแบบนี้ต้องมีการนัดกัน ถ้าหากสื่อมวลชนประจบรัฐบาลแบบนี้จะเป็นกลางได้อย่างไร สื่อมวลชนคือสื่อเพื่อประชาชนไม่ใช่สื่อเพื่อรัฐบาล ถ้าเป็นแบบนั้นอย่าได้เรียกว่าสื่อมวลชน

"นายขรรชัย บุนปาน คนนี้สมัย รสช. เคยยืนกับสุจินดา คราประยูร ซึ่งขณะนั้นอยู่กับพวกเผด็จการ รสช. ซึ่งตอนนั้น ผมกับ พล.ต.จำลองได้ยืนอยู่ข้างประชาชน และยังยืนข้างประชาชนมาตลอด ดังนั้นการที่จะมากล่าวหาว่าล้มยังไม่ทันตั้งไข่ ซึ่งเกินความจริงจึงต้องออกมาโต้ตอบ ชี้แจงให้รู้ว่าเราก็มีสมองคิด ออกมาชี้แจงตอบโต้ได้ทุกประเด็น"นายสมศักดิ์กล่าว

ตอนท้ายนายสมศักดิ์กล่าวว่า พี่น้องต้องอย่ายินยอมและอย่าไปท้อถอย ตนเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่คงคิดได้ คงไม่โหดร้ายอำมหิต ซึ่งตนเคยอ่านประวัติศาสตร์การเมืองในหลายประเทศไม่เคยมีเลวเท่ากับนักการเมืองในปัจจุบัน แต่มันจะเป็นเหมือนหนังเรื่องที่ฝ่ายพระเอกชนชนะตอนจะจบเมื่อใกล้รุ่งเช้า ฉะนั้นจงเชื่อมั่นในพลังของพี่น้องเอง และจงเชื่อว่าความจริงเป็นความจริง ขอให้ยืนหยัดอย่าได้หลงประเด็นเพราะพวกเราถือเรื่องสัจจะเป็นเรื่องใหญ่ และอยากให้คนอย่างเราเอาเยี่ยงอย่างพันท้ายนรสิงห์ที่ไม่กลัวความจริง เราต้องสู้ คนจริงมาหล่อหลอมกัน ไม่เท่าไรก็สู้คนชั่วได้ถ้าเราเป็นคนจริง เชื่อมั่นในคุณงามความดีจนกว่าชัยชนะทีละขั้นตอนจะคืบคลานเข้ามาหาเรา
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 กันยายน 2551 06:11 น.

โดย..บุษยาและเพื่อนๆ

โผสุดท้าย "ครม.สมชาย" - "พ่อใหญ่จิ๋ว"รองนายกฯ "เหลิม"คุมหมอ




เปิดโผสุดท้าย "ครม.สมชาย" นายกฯ นั่งควบ รมว.กลาโหม ด้าน"พ่อใหญ่จิ๋ว"โผล่นั่งรองนายกฯ พร้อม"โอฬาร ไชยประวัติ" ส่วน"เป็ดเหลิม"กลับมาคุมกระทรวงหมอ "สมพงษ์"ว่าการต่างประเทศ "โกวิท"ไม่มีอะไร นั่ง มท.1 ตามเดิม "สุชาติ"นั่งคลัง "ไชยา"ยังว่าการพาณิชย์

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ล่าสุดการจัดทำรายชื่อคณะรัฐมนตรีภายใต้รัฐบาลที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ ได้ลงตัวทุกตำแหน่งแล้ว เมื่อช่วงเย็นวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีรายชื่อคณะรัฐมนตรีทั้งหมด ดังนี้

นายกรัฐมนตรี

-นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

รองนายกรัฐมนตรี

- พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์

-นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์

-นายโอฬาร ไชยประวัติ

-พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

-นายชวรัตน์ ชาญวีระกุล

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

-สุขุมพงศ์ โง่นคำ

-นายสุพล ฟองงาม

กระทรวงกลาโหม

-นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงมหาดไทย

-พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการ

-นายประสงค์ โฆษิตานนท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ

-นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีช่วยว่าการ

กระทรวงการคลัง

-นายสุชาติ ธาดาดำรงเวช รัฐมนตรีว่าการ

-ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการ

-นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ

กระทรวงพาณิชย์

-นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการ

-นายสงคราม เลิศจิตรไพโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ

-พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ

กระทรวงคมนาคม

-นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการ

- นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีช่วยว่าการ

-นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

-นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการ

-นายสมพัฒน์ แก้ววิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการ

-นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการ

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

-นายมั่น พันธโนทัย รัฐมนตรีว่าการ

กระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา

-นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

-นายอุดมเดช รัตนเสถียร รัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงการต่างประเทศ

-นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงยุติธรรม

-นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงสาธารณสุข

-ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการ

-นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

-นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงศึกษาธิการ

-นายศรีเมือง เจริญศิริ รัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

-นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงพลังงาน

- น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงแรงงาน

-นายอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงวัฒนธรรม

-นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงอุตสาหกรรม

-พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 กันยายน 2551 06:09 น.


โดย..บุษยาและเพื่อนๆ

วันพุธ, กันยายน 17, 2008

โปรดเกล้าฯ “สมชาย” เป็นนายกฯแล้ว


โปรดเกล้าฯ “สมชาย” เป็นนายกฯแล้ว ขณะที่บรรยากาศภายในบ้านว่าที่นายกฯคนใหม่ คึกคัก มีการเตรียมสถานที่รองรับพิธีรับพระบรมราชโองการฯ โดย ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน และบรรดาญาติสนิทเข้าร่วม

วันนี้ (18 ก.ย.) เวลา 17.29 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายร่างประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้ง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อทรงพิจารณาลงพระปรมาภิไธย และรับพระราชทานประกาศพระบรมราชโองการ เพื่ออัญเชิญไปดำเนินการต่อไป

ในโอกาสนี้ นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จบการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงแรงงาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน สังกัดพรรคพลังประชาชน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญนิติบัญญัติ มีมติเห็นชอบให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2551

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 222/92 หมู่บ้านเบเวอร์รี่ฮิลล์ ย่านแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นบ้านพักของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้มีการเตรียมความพร้อมรอรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 26 โดยมีเจ้าหน้าที่จากกองพิธีการ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เดินทางมาจัดเตรียมพื้นที่และโต๊ะพิธีการรับพระบรมราชโองการ

ส่วนบริเวณภายนอกมีการตั้งโต๊ะ เก้าอี้ไว้รอรับแขกที่จะมาร่วมแสดงความยินดีในช่วงเย็น โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ทุ่งสองห้อง เตรียมกำลังรักษาความปลอดภัย

ขณะที่ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เดินทางมาตรวจความเรียบร้อย และการรักษาความปลอดภัยด้วยตัวเอง และกองกำลังเจ้าหน้าที่ทุ่งสองห้อง รวมแล้วกว่าร้อยนาย โดยจะใช้สโมสรของหมู่บ้านเป็นกองบัญชาการเจ้าหน้าที่ที่ตำรวจมาดูแลความเรียบร้อย และหลังจากนี้ จะมีการสลับสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ตำรวจมารักษาความปลอดภัย ขณะที่นายสมชายได้แจ้งกับทางตำรวจว่า ไม่อยากให้มีการจัดกองกำลังตำรวจมารักษาความปลอดภัยมากนักรวมทั้งทหารจาก ร.1 พ.2 รอ.รักษพระองค์ จำนวนหนึ่งมาปรับภูมิทัศน์บริเวณหน้าบ้าน ซึ่งหมู่บ้านเบเวอร์รี่ฮิลล์ เป็นหมู่บ้านของตระกูลวงศ์สวัสดิ์

เมื่อเวลา 13.15 น. นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภรรยานายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้เดินกลับถึงบ้านพัก โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวที่ว่าหลังจากนี้จะไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอีก โดยกล่าวแต่เพียงว่า ขอทำงานเป็นแม่บ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วง 14.15 น.นายเฉลิม วงศ์สวัสดิ์ พี่ชายของนายสมชาย และนางสุทธิลักษณ์ ศรสำราญ น้องสาวของนายสมชาย ได้นำภาพถ่ายในอดีตที่ถ่ายร่วมกับครอบครัวมาให้สื่อมวลชนได้ชม โดยนายเฉลิมได้เปิดเผยว่า นายสมชายชอบทานอาหารใต้ โดยเฉพาะคั่วกลิ้งหมูสับ แกงเหลือง และแกงไตปลา ทางครอบครัวจึงได้สั่งอาหารใต้จากกระทรวงยุติธรรม ที่นายสมชายได้รับประทานเป็นประจำสมัยที่ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม มาต้อนรับแขกและผู้สื่อข่าวได้รับประทาน

ต่อมา เมื่อเวลา 16.00 น.นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้เดินทางไปยังที่ทำการพรรคพลังประชาชน เพื่อเข้าพบนายสมชาย เพื่ออธิบายขั้นตอนในการรับพระบรมราชโองการแต่งตั้งฯโดยนายสุรชัย ได้ปฎิเสธว่า ไม่ได้มารับรายชื่อรัฐมนตรีใหม่ไปตรวจสอบคุณสมบัติ

จากนั้นในเวลา 16.30 น.นายสมชาย ได้เดินทางกลับเข้าบ้าน และเมื่อถามว่า ตื่นเต้นไหม นายสมชาย กล่าวว่า ไม่ตื่นเต้น มีแต่ความเหนื่อย ซึ่งก็เหนื่อนอย่างมีความสุข ปิติยินดี ที่ไม่เหนื่อยเพราะไม่มีใครทำให้มีความทุกข์

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 กันยายน 2551 18:37 น.


โดย..บุษยาและเพื่อนๆ

แย้มโผ ครม.“สมชาย1”-สายตรง “แม้ว”จัดกับมือ



เปิดโผ ครม.รัฐบาล “น้องเขย” สายตรง“พี่เมีย”จัดเองกับมือ ก่อนเสนอนายใหญ่เห็นชอบ กัน“ยี้ห้อย”ออกนอกวง คาด“สมพงษ์”ข้ามฟากนั่ง มท.1 “เป็ดเหลิม”คัมแบ๊กคั่ว รมว.ยธ. ส่วนกลาโหมนายกฯ ถ่างนั่งเอง ทาบ “ทนง-โอฬาร”นั่งคลัง ด้านกลุ่มเนวินลุ้นขึ้นชั้นว่าการคมนาคม “เจ๊แดง”ดันคนใกล้ชิดนั่งสำนักนายกฯ – เลขา นรม.

มีรายงานข่าวจากพรรคพลังประชาชนถึงความเคลื่อนไหวในการจัดครม.ในรัฐบาลที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า บุคคลที่มีส่วนร่วมในการจัดรายชื่อรัฐมนตรี มีนายสมชาย นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค เป็นต้น โดยเมื่อทั้งหมดได้พิจารณาแล้วเสร็จก็จะนำรายชื่อต่างๆ รายงานให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นขั้นตอนสุดท้าย

นอกจากนี้ยังพบว่า ในก่อนการวางตัวรัฐมนตรีในหลายตำแหน่งสำคัญ โดยนายสมชายได้มอบหมายให้อดีตแกนนำกลุ่มอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 111 คน (บ้านเลขที่ 111) ซึ่งเป็นสายตรง พ.ต.ท.ทักษิณ หลายคน อาทิ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นายพงเทพ เทพกาญจนา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี นายภูมิธรรม เวชชยชัย ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าในครั้งนี้ นายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมารบริหารพรรค หัวน้ากลุ่มเพื่อนเนวินไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดโผครั้งนี้ด้วย

นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวว่า สำหรับรายชื่อที่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี จะมี นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ คาดว่าจะถูกเปลี่ยนจาก รมว.อุตสาหกรรมมานั่นตำแหน่งรองนายกฯ ดูแลด้านเศรษฐกิจเพียงตำแหน่งเดียว พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต ผบ.ตร. และอดีต มท.1 คาดว่าจะรับตำแหน่งรองนายกฯ ดูแลด้านความมั่นคง ขณะที่อีกสองตำแหน่งที่เหลือซึ่งเป็นโควตาของพรรคร่วมนั้นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในขณะนี้

ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย คาดว่าจะเปลี่ยนให้นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จากรมว.ยุติธรรม เป็นรมว.มหาดไทย ขณะที่นายปรีชา เร่งสมบูรณ์ ส.ส.เลย โควตาจากกลุ่มอีสานพัฒนา คาดว่าจะเป็นรมช.มหาดไทย

ด้านกระทรวงยุติธรรม คาดว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จะกลับมารับตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า ร.ต.อ.เฉลิมเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มอีสานพัฒนา จนทำให้ได้รับผลตอบแทนกลับมาเป็นรัฐมนตรีในครั้งนี้

ขณะที่ รมว.กลาโหม คาดว่านายสมชายจะควบตำแหน่งนี้ด้วย โดยคาดว่าพลเอกเรืองโรจน์ มหาศรานนท์ อดีตผบ.สส. ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงในพรรค เป็นรมช.กลาโหม

ส่วน รมว.คลัง มีการทาบทามนายทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง และนายโอฬาร ไชยประวัติ มาเป็นรมว.คลัง

กระทรวงศึกษาธิการ คาดว่าจะยังคงให้เป็นโควตากลุ่มภาคเหนือ คือ นายอนุสรน์ วงศวรรณ ซึ่งเดิมเป็น รมว.พัฒนาสังคม สลับมาเป็น รมว.ศึกษาธิการ โดยมีนายพงศกร อรรณนพพร ส.ส.กลุ่มเนวิน ยังคงเป็นรมช.ศึกษา รวมทั้งนายบุญลือ ประเสริฐโสภา ส.ส.ราชบุรี โควตาของกลุ่มภาคกลาง นายสรอรรถ กลิ่นประทุม จะยังคงเป็นรมช.ศึกษาธิการเช่นเดิม

โดยในส่วนของภาค กทม.คาดว่านายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม.จะขึ้นเป็น รมว.พัฒนาสังคม ส่วนรมว.สาธารณสุข คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนโดยจะเป็นนายชวรัตน์ ชาญวีรกุล นายทุนภาค กทม.อยู่ในตำแหน่งต่อ

กระทรวงวิทยาศาสตร์ คาดว่าจะยังคงเป็นนายวุฒิพงษ์ ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา โควตานายจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นรมว. ส่วนกระทรวงวัฒนธรรมจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ กลุ่มขุนค้อนจะเป็นรมว.เช่นเดิม

ด้านกระทรวงคมนาคม ยังอยู่ในระหว่างการเจรจาต่อรอง โดยทางกลุ่มเนวินเสนอชื่อนายทรงศักดิ์ ทองศรี ซึ่งเดิมเป็นรมช.คมนาคม ขึ้นเป็น รมว.คมนาคม

ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า ในส่วนของนายธีระชัย แสนแก้ว รมช.เกษตรและสหกรณ์ และนายสุพล ฟองงาม รมช.มหาดไทย มีแนวโน้มจะถูกปรับออกสูง เนื่องจากนายสมชายได้แจ้งกับคณะกรรมการบริหารพรรคถึงจุดยืนในการตั้ง ครม.ว่า จะคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติและภาพลักษณ์ที่เหมาะสมมาเป็นรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม ยังมีรายชื่อของบุคคลที่มีแนวโน้มสูงจะได้รับตำแหน่งใน ครม.นี้แต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะให้รับตำแหน่งอื่นๆ เช่น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการนายกฯ คือ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ส.ส.เชียงใหม่ คนสนิทนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภรรยานายสมชาย นายศรีเมือง เจริญศิริ ส.ส.สัดส่วน โควตาสายตรง พ.ต.ท.ทักษิณ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 กันยายน 2551 20:51 น.

โดย..บุษยาและเพื่อนๆ

“บิ๊กป๊อก” กำชับ ตร.ห้ามใช้อาวุธยึดหลักเจรจาผู้ชุมนุมพรุ่งนี้



ผบ.ทบ.จัดประชุมประเมินสถานการณ์กลุ่มผู้ชุมทุกกลุ่ม กำชับ ตร.เจรจาเบื้องต้นย้ำต้องไม่มีอาวุธ และห้ามไม่ให้เกิดการเผชิญหน้า ไม่ขอยุ่งเกี่ยวโผเก้าอี้กลาโหมถูกฝ่ายการเมืองล้วงลูก

วันนี้ (18 ก.ย.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมทุกกลุ่มเพื่อประเมินสถานการณ์กรณีม็อบ นปช.จะนัดชุมนุมใหญ่ในวันพรุ่งนี้ (19 ก.ย.) ว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้เจรจากับผู้ชุมนุมทุกกลุ่ม โดยจะต้องไม่เคลื่อนย้ายกำลังพล หากย้ายต้องไม่มีอาวุธ และต้องสกัดกั้นไม่ให้มีการเผชิญหน้า เพื่อป้งกันเหตุปะทะกัน หลีกเลี่ยงความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น และเห็นว่าปัญหาประเทศที่เห็นไม่ตรงกัน หากมีการเจรจาเพื่อหาข้อยุติได้ก็ควรจะเร่งดำเนินการ

พล.อ.อนุพงษ์ ยังกล่าวในโอกาสครบรอบ 2 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย.ในวันพรุ่งนี้ว่าจะต้องช่วยกันดูแลอนาคตให้บ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเชื่อว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ ส่วนผู้ที่มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมทางกองทัพคงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว

ส่วนกรณีปราสาทตาควายที่จังหวัดสุรินทร์ กำลังในพื้นที่ดูแลตามปกติ บนพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดีทั้งสองประเทศ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 กันยายน 2551 11:52 น.

โดย..บุษยาและเพื่อนๆ

วันอังคาร, กันยายน 16, 2008

ปชป.แขวะ “สมชาย” ได้ดีเพราะบารมี “แม้ว”



ผู้ช่วยเลขาฯ ปชป.ชี้แผน พปช.ขู่พรรคเล็กยุบสภา เพื่อป้องกันสภาล่มภาค 2 มั่นใจ “สมชาย” นั่งนายกฯ รัฐบาลอยู่ไม่นาน แขวะได้ดีเพราะบารมี “แม้ว” แต่คนบ้านเกิดเมืองนอนไม่มีใครรู้จัก

วันนี้ (16 ก.ย.) นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชาชน ระหว่างกลุ่มเพื่อนเนวิน กับกลุ่มผู้สนับสนุนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากเรื่องการต่อรอง หรือเกมการเมืองภายในพรรค เพื่อช่วงชิงการนำภายในพรรคมากกว่า เพราะที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าบทบาทของกลุ่มอีสานพัฒนาไม่พอใจการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน จึงออกมาเปิดโปงว่าคนใกล้ชิดรับเช็คจำนวน 10 ล้านบาท และมีกิ๊กเปิดร้านเสริมสวย 30 ร้าน นอกจากนี้ยังให้ติดตามเรื่องทุจริตกว่า 90 เรื่อง ในที่สุดก็ไม่สามารถเปิดโปงได้แม้แต่เรื่องเดียว ทั้งนี้ ตนไม่อยากจะให้ความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชาชนเป็นเรื่องของการเล่นละครตบตาประชาชน เพราะในที่สุดต้องกลับมาจูบปากกันอีก เหมือนที่ผ่านมา

นายเทพไท กล่าวว่า ส่วนการที่ยกเรื่องการยุบสภามาข่มขู่กันเองนั้น พรรคร่วมรัฐบาลไม่อยากให้มีการยุบสภา เพราะเมื่อยุบสภาแล้วพรรคเล็กๆ เหล่านี้ก็จะหายไปจากระบบการเมือง แกนนำพรรคพลังประชาชนจึงรู้จุดอ่อนว่านักการเมืองเหล่านี้ว่ากลัวการยุบสภาขึ้นสมอง จึงยกเหตุผลการยุบสภามาอ้างเพื่อให้นักการเมืองเหล่านี้ยอมสิโรราบต่อแกนนำพรรคพลังประชาชน เพราะถ้าหากพรรคพลังประชาชนต้องการให้มีการยุบสภาเพื่อล้างไพ่ใหม่ ทำไมไม่ถือโอกาสตอนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เสนอในที่ประชุมสภาผู้แทนฯ ให้ยุบสภา เพราะหากยุบสภาในขณะนั้นก็จะไม่มีข้อถกเถียงหรือสงสัยในประเด็นข้อกฎหมาย การที่แกนนำพรรคพลังประชาชนอ้างยุบสภา ตนไม่แน่ใจว่ากฎหมายจะเปิดช่องให้รัฐบาลรักษาการมีสิทธิยุบสภาได้หรือไม่ การยุบสภาก็เป็นพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลรักษาการจะมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาก็ต้องมีการตีความข้อกฎหมายกันอีก

นายเทพไท กล่าวอีกว่า การที่นายสมชายได้รับการเสนอชื่อจากพรรคพลังประชาชนให้เป็นนายกรัฐมนตรี ตนในฐานะ ส.ส.นครศรีธรรมราชและบ้านเกิดของนายสมชายก็อยู่ในเขตเลือกตั้งของตน จึงรู้สึกยินดีกับนายสมชาย แต่คนนครศรีธรรมราชส่วนใหญ่ไม่ได้รู้จักนายสมชายดีพอ แต่รู้จักนายสมชายในฐานะเป็นน้องเขยของทักษิณมากกว่า เพิ่งรู้ว่านายสมชายเป็นคนนครศรีธรรมราช ก็เมื่อวันที่แต่งชุดขาวเป็นเจ้าพิธีบวงสรวงพระเจ้าตากที่วัดเขาขุนพนม และมีการนำข้าราชการตำรวจมายิงสลุต 21 นัด เพื่อสะเดาห์เคราะห์และแก้เคล็ดทางการเมืองให้ทักษิณที่เดินสายทำบุญ 99 วัด

“คนนครศรีธรรมราชก็ไม่รู้จัดตัวตนนายสมชายดีพอ ตลอดชีวิตก็กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดน้อยมาก ส่วนใหญ่รับราชการอยู่ภาคเหนือ และอาศัยบารมีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และภรรยาของตนเอง จนได้ดิบได้ดีจนถึงทุกวันนี้ ถ้านายสมชายมีสายเลือดเป็นคนใต้และผูกพันกับแผ่นดินเกิดจริง เหตุใดการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาจึงไม่นำทีมพรรคพลังประชาชนลงสมัคร ส.ส.สัดส่วนในกลุ่มที่ 8 ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเอง แต่กลับลงสมคัรในกลุ่มที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของภรรยาและพี่เขย” นายเทพไท กล่าว และว่า หากพรรคพลังประชาชนเลือกนายสมชายเป็นนายกฯ จริง เชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ไม่นานเพราะกระแสสังคมไม่ยอมรับ และกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ประกาศจะต่อต้านเพราะเป็นการสืบทอดอำนาจยิ่งกว่านายสมัครเสียอีก การผลักดันนายสมชายเพื่อจะใช้สิทธิความเป็นคนในครอบครัวเดียวกันมาคุมอำนาจทางการเมือง หากรัฐบาลบริหารบ้านเมืองไปไม่รอดและยุบสภา จะฉวยโอกาสการเป็นนายกฯ คุมอำนาจรัฐเพื่อช่วยเหลือพวกพ้องในสนามเลือกตั้งให้กลับมามีเสียงข้างมาจัดตั้งรัฐบาลอีกกครั้งหนึ่ง

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 16 กันยายน 2551 19:27 น.

โดย..บุษยาและเพื่อนๆ

“ณัฐวุฒิ” ปากแข็ง ยัน “สามเกลอ” ยอดฮิตไม่เชื่อ พนง.ช่อง 11 ฮือต้าน

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
หนึ่งใน “สามเกลอหัวขวด” ผู้ดำเนินรายการ “ความจริงวันนี้” ยืนยันรายการยอดนิยมคนทั้งบ้านทั้งเมืองติดกันงอมแงม ระบุ คนละเรื่องกับการก่อหวอดของพนักงานช่อง 11

วันนี้ (16 ก.ย.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการที่พนักงานสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) ออกมาเรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อกลับมาเป็นช่อง 11 เช่นเดิม และมีการระบุว่า รายการความจริงวันนี้เป็นส่วนที่ทำให้ถูกโจมตี ทำให้เสียภาพลักษณ์ และทำงานได้ลำบาก ว่า จากการสอบถามการเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดจากหลายประเด็น ซึ่งรวมถึงประเด็นอัตราค่าตอบแทน ส่วนรายการความจริงวันนี้คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเป็นการนำความจริงมาพูด และหากมีเรื่องใดที่ขัดต่อข้อกฎหมาย ผู้ร่วมรายการทั้ง 3 คน พร้อมที่จะรับผิดชอบ ส่วนเรื่องภาพลักษณ์ของสถานี ขอให้พิจารณาจากความนิยมของสถานีมากกว่า แต่คิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะสามารถไกล่เกลี่ยได้ในที่สุด

เมื่อตอนเช้าวันนี้ได้มีกลุ่มพนักงานของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นพนักงานในช่อง 11 เดิม ได้รวมตัวกันเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินการของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้เสียใหม่ โดยให้เลิกเป็นเครื่องมือทางการเมือง รวมทั้งให้ปรับปรุงสวัสดิการของพนักงานเสียใหม่ อย่างไรก็ดีผลการเรียกร้องยังไม่ได้ข้อยุติ และฝ่ายพนักงานขู่ว่าหากยังไม่ดำเนินการใดๆ ก็จะรวมตัวกดดันอีกครั้ง

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 16 กันยายน 2551 16:56 น.


โดย..บุษยาและเพื่อนๆ

อัยการเชื่อเหตุ “แม้ว-เมีย” หนี! ศาลไม่เลื่อนพิพากษาทุจริตซื้อที่ดิน


“อัยการคดีที่ดินรัชดาฯ” ยังเชื่อศาลฎีกานักการเมืองไม่เลื่อนอ่านคำพิพากษา พรุ่งนี้ (17 ก.ย.) ระบุข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาชัด “ทักษิณ-หญิงอ้อ” หลบหนีไม่มาศาล แถมออกหมายจับไปแล้วยังไม่ได้ตัวมา ส่วนทนายหน้าเหลี่ยมปัดให้สัมภาษณ์

วันนี้ (16 ก.ย.) นายนันทศักดิ์ พูลสุข อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูง เขต 8 หนึ่งในคณะทำงานรับผิดชอบคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำพิพากษาคดีในวันพรุ่งนี้ (17 ก.ย.) ว่า เมื่อปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาคดีของศาลเมื่อวันที่ 22 ส.ค. ซึ่งเป็นนัดสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน จำเลยทั้งสองหลบหนีไม่มาศาล และศาลมีคำสั่งให้โจทก์-จำเลย ยื่นคำแถลงปิดคดีในวันที่ 10 ก.ย. ซึ่งอัยการยื่นคำแถลงปิดคดีไปโดยถูกต้องแล้วและศาลรับไว้ โดยไม่มีคำสั่งใดๆ ออกมาอีก อีกทั้งยังปรากฏว่าศาลได้ออกหมายจับทั้งสองเมื่อวันที่ 11 ส.ค.ในกรณีที่ไม่เดินทางมารายงานตัวต่อศาลหลังจากกลับจากต่างประเทศแล้ว และจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถติดตามตัวจำเลยทั้งสองได้ จึงน่าเชื่อว่าหากพรุ่งนี้จำเลยไม่มามาฟังคำพิพากษาก็มีความเป็นไปได้ที่ศาลจะอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย

นายนันทศักดิ์ กล่าวว่า แม้ตามกฎหมายจะต้องให้อ่านคำพิพากษาต่อหน้าจำเลย แต่เมื่อคดีนี้ศาลอนุญาตให้สืบพยานลับหลังจำเลย และในรายงานกระบวนพิจารณาคดีศาลเคยระบุว่า แม้จำเลยทั้งสองอยู่ต่างประเทศ แต่ก็ถือว่าตัวจำเลยยังอยู่ในอำนาจศาล ดังนั้น อาจไม่ต้องออกหมายจับจำเลยอีกและเลื่อนฟังคำพิพากษาออกไปอีก 30 วัน แต่ทั้งนี้จะเลื่อนหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล ซึ่งในวันพรุ่งนี้อัยการก็ไม่จำเป็นต้องแถลงต่อศาลยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองหลบหนีไปอีก เพราะข้อเท็จจริงปรากฏในกระบวนพิจารณาของศาลแล้ว หากศาลอ่านคำพิพากษาทันทีและเห็นว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ก็จะออกหมายจับจำเลยมารับโทษ แต่ถ้าศาลพิพากษายกฟ้องกระบวนการทางคดีก็ยุติลง

“คดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน กับคดีนายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย มีความแตกต่างกัน เพราะนายวัฒนาเดินทางมาศาลเกือบทุกนัดระหว่างการพิจารณา และขณะที่ศาลมีคำสั่งนัดฟังคำพิพากษานายวัฒนา ก็ยังไม่ได้หลบหนี กระทั่งวันพิพากษานายวัฒนาไม่ได้มาศาลจึงถูกออกหมายจับ แล้วเมื่อยังไม่ได้ตัวมาภายใน 30 วันหลังจากออกหมายจับ ศาลจึงอ่านคำพิพากษาลับหลัง แต่ในกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ปรากฏว่าข้อเท็จจริงว่าหลบหนีไปตั้งแต่ชั้นพิจารณาโดยไม่มารายงานตัวหลังจากเดินทางไปต่างประเทศ จนถูกออกหมายจับ ซึ่งศาลไม่ได้สั่งจำหน่ายคดีเพื่อพักการพิจารณาคดี แต่ได้กำหนดนัดฟังคำพิพากษา” นายนันทศักดิ์ กล่าว

ด้าน นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงรูปคดีบอกเพียงให้รอฟังคำพิพากษาและไม่รับปากว่าในวันพรุ่งนี้จะเดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกันเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ปฎิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีและเป็นเจ้าพนักงาน และผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นฯ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 ม.4, 100 และ 122 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33, 83, 86, 91, 152 และ 157

โดย อัยการโจทก์ และจำเลย นำพยานเข้าไต่สวนพยานโจทก์ฝ่ายละ จำนวน 20 ปาก ใช้เวลา 2 เดือน ก.ค.-ส.ค. นำสืบฝ่ายละ 5 นัด ซึ่งพยานโจทก์ ประกอบด้วย กลุ่มอดีตนายกรัฐมนตรี, กลุ่มคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.), กลุ่มเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเจ้าหน้าที่กองทุนฟื้นฟูกิจการและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และกลุ่มเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ประกอบด้วย 1.นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย 2.นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ 3.นายนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธาน คตส. 4.นายอุดม เฟื่องฟุ้ง ประธาน คตส. คดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ 5.นายอำนวย ธันธรา อดีต คตส. 6.นายวีระ สมความคิด ประธานเครือขายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชั่นและนักสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นผู้ร้องเรียนในคดีนี้ต่อ คตส. 7.นายสมบูรณ์ คุปติมนัส ผู้รับมอบอำนาจจากคุณพจมาน จำเลยที่ 2 ในการทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่พิพาทคดีนี้

8.ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 9.นางสาวกัลยาณี รุทระกาญน์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ 10. ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และอดีตประธานคณะกรรมการจัดการกองทุนฟื้นฟูกิจการและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 11. นายเกริก วณิกกุล เจ้าหน้าที่ ธปท. อดีตผู้จัดการกองทุนฯ ปี 2545 12.นาย ไพโรจน์ เฮงสกุล อดีตผู้จัดการกองทุนฯ ช่วงปี 2549-50 13.นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง และอดีตรองประธานคณะกรรมการกองทุนฯ 14.ว่าที่ ร.ท.รุ่งเรือง โคกขุนทด เจ้าหน้าที่ ธปท. ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนฟื้นฟูฯ 15.นางสว่างจิตต์ จัยวัฒน์ อดีตผู้จัดการกองทุนฯ

16.นายวุฒิสิทธิ์ จันทสูตร เจ้าหน้าที่กรมที่ดินจังหวัดสระแก้ว อดีตผู้บริหารสำนักงานที่ดินกรุงเทพฯ สาขาห้วยขวาง 17.นางญานี คงบุญ เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน สำนักงานที่ดินกรุงเทพฯ สาขาห้วยขวาง 18.น.ส.นิทรา เอี่ยมสุภา เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน จ.สมุทรสาคร อดีตหัวหน้าฝ่ายทะเบียน สำนักงานที่ดินกรุงเทพ สาขาห้วยขวาง 19. นายอมร บุญธรรม เจ้าหน้าที่กรมที่ดินประจำสำนักงานมาตรฐาน กรมที่ดิน อดีตเจ้าหน้าที่รังวัด สำนักงานที่ดินกรุงเทพ สาขาห้วยขวาง และ 20.นายทวี ด่านยุทธศิลป์ เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน สำนักงานที่ดินกรุงเทพ สาขาห้วยขวาง

ส่วนพยานจำเลย ประกอบด้วย 1.นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าฯ ธปท. 2.นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง 3.นายวิรัช กุลเพชรประสิทธิ์ เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดี จ.นครปฐม 4.น.ส.สุจิรัตน์ ทองมี เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดี กองล้มละลาย 5.น.ส.หนึ่งหทัย วงษ์ทอง เจ้าหน้าที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด อดีตเจ้าหน้าที่กองทุนฯ 6.นายวสันต์ เทียนหอม ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส ซึ่งรับผิดชอบฝ่ายคดี และการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) 7.นายวีระพงษ์ มุทานนท์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบริการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด 8.นายพัลลภ ศักดิ์โสภณกุล ผอ.กองกฎหมายและระเบียบ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง 9.นายปรีชา วัชราภัย เลขาธิการคณะกรรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

10.นางดนุชา ยินดีพิธ รอง ผอ.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจกระทรวงการคลัง 11.นายสาธร โตโพธิ์ไทย ผู้บริหารอาวุโสฝ่ายคดี ธปท. 12.นายสุภร ดีพันธ์ เจ้าหน้าที่ธปท.ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ชำนาญงาน ทีมอสังหาริมทรัพย์ กองทุน ฯ 13.นายชาญชัย บุญฤทธิ์ไชยศรี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกฎหมายและคดี ธปท. 14.นายทร ชาวพิจิตร เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีกระทรวงยุติธรรม 15.น.ส.มาลี แม้นมินทร์ รองผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กรุงเทพฯ 16.นางวิบูลย์เพ็ญ หิตะพันธ์ เจ้าหน้าที่ตรวจเงินแผ่นดิน 9 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) 17.นางพวงทิพย์ ปรมาพจน์ ผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย 18.นางวิไลวรรณ ศศานนท์ เจ้าหน้าที่ สตง. 19.นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และ 20.ผู้แทนจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง

โดยมีพยานร่วมของโจทก์ และจำเลยรวม 2 ปาก นายแก้วสรร อติโพธิ อดีต คตส. และนายกล้าณรงค์ จันทิก ป.ป.ช.

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ 16 กันยายน 2551 16:46 น.


โดย..บุษยาและเพื่อนๆ

วันจันทร์, กันยายน 15, 2008

“สุริยะใส” ชี้ ความขัดแย้ง พปช.แค่ต่อรองผลประโยชน์ เชื่อยุติก่อนโหวตนายกฯ


“สุริยะใส” ชี้ ปัญหาความขัดแย้งใน พปช.เป็นการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น เชื่อ “แม้ว” ยกหูทุกอย่างยุติ ย้ำ 3 ส.ใครนั่งนายกฯ หนีไม่พ้นชนวนรอบใหม่ ระบุ “ประชาภิวัฒน์” ต้องพึ่งพาพลังแผ่นดินทุกภาคส่วนพร้อมทำงานควบคู่ “สภาประชาภิวัฒน์” นำไปสู่การเมืองใหม่ ขณะเดียวกัน หวั่น 19 ก.ย.นปช.บุกทำร้ายผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ รับต้องขยายแดนออกไปเตรียมพร้อมรับมือ

วันนี้ (15 ก.ย.) เมื่อเวลา 19.15 น.นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงถึงรัฐบาลประชาภิวัฒน์ ว่า เป็นแนวคิดที่อยู่บนฐานความคิด คือ ระบบรัฐสภา หรือระบบปกติทางการเมืองกอบกู้วิกฤตบ้านเมืองไม่ได้ ทั้งการสรรหานายกฯ คนใหม่ และรัฐบาลชุดใหม่ไม่มีความหวังอะไรมากมาย ว่าจะแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ ซึ่งคาบเกี่ยวกับรัฐบาลแห่งชาติในระดังหนึ่ง แต่จะแตกต่างกันตรงที่ โครงสร้างของรัฐบาลประชาภิวัฒน์ ต้องพึ่งพาพลังแผ่นดินในทุกภาคส่วน และรัฐบาลประชาภิวัฒน์ กำหนดเป้าหมายชัดเจนว่าต้องนำไปสู่การเมืองใหม่ นอกจากนี้ รัฐบาลประชาภิวัฒน์จะทำงานควบคู่กับ สภาประชาภิวัฒน์ ซึ่งสภาประชาภิวัฒน์นั้น อาจจะแตกต่างจาก ส.ส.ร.ตรงที่ จะต้องทำมากกว่าการออกแบบรัฐธรรมนูญ โดยจะต้องออกแบบทั้งองคาพยพ ว่า สังคมใด อีก 10-20 ปีข้างหน้านั้น ต้องมีแบบอย่างอย่างไร และต้องไม่ใช่การพัดพาไปตามทุนนิยม

สำหรับการสรรหานายกฯคนใหม่ โดยเฉพาะความขัดแย้งภายในพรรค พปช.เป็นอาการต่อรองผลประโยชน์โควตาตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น แต่สุดท้ายแล้วภายใน 1-2 วัน ก็คงจะได้ข้อยุติ เพราะเชื่อว่าทุกกลุ่มการเมืองในพรรค พปช.มีนายคนเดียวกัน คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แค่ยกหูทุกอย่างก็ยุติ ดังนั้น ความเป็นไปได้ที่จะได้ 3 ส.เป็นนายกฯ ในวันพุธนั้น คงไม่เกิดความคาดหมาย แต่ไม่อยากให้ตั้งความหวังว่า จะทำให้ปัญหาทุกอย่างยุติลงได้ ตรงกันข้ามอาจเป็นชนวนรอบใหม่ก็ได้

ส่วนกรณีที่ นายวราวุธ ฐานังกรณ์ หรือ สุชาติ นาคบางไทร อดีตแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ผู้ลงสมัครผู้ว่ากทม. เบอร์ 4 ระบุว่า จะมาหาเสียงในวันที่ 19 ก.ย.เวลา 15.00 น.ที่เวทีพันธมิตรฯ นั้น นายสุริยะใส กล่าวว่า ที่ชุมนุมของพันธมิตรฯ ไม่ใช่เวทีของนักเลือกตั้ง นักฉวยโอกาสทางการเมือง เพื่อมาปั่นราคาทางการเมืองซึ่งเราคงไม่อนุญาต และเชื่อว่า นายสุชาติ เองก็คงไม่ตั้งใจที่จะมาจริงๆ อย่างไรก็ตาม นายสุชาติ ก็เคยมาที่พันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 12 ส.ค.โดยมาที่บริเวณแยกมิสกวัน

นายสุริยะใส ยังกล่าวถึงเรื่องการกระทบกระทั่งระหว่างการ์ดกับสื่อมวลชน ว่า ได้มีการประชุมการ์ดทุกจุด ทั้งในและนอกทำเนียบ โดยยกเป็นวาระสำคัญเพื่อให้เกิดความสบายใจ โดยมีการไล่เรียงกันไปว่าเกิดจากปัญหาอะไร ตรงนี้ยอมรับว่าบางคนไม่พอใจกับสื่อบางแขนงจริง แต่สื่อเองก็ต้องระวังในการใช้คำพูดด้วย ส่วนหากมีเรื่องอะไรก็ให้มาประสานที่ สน.พันธมิตรฯ เพราะขณะนี้มีการแฝงตัวเข้ามาเป็นการ์ดและไปทำอะไรในสิ่งเราไม่รู้

ผู้สื่อข่าวถามว่า วันที่ 17 ก.ย.จะมีการเคลื่อนขบวนไปยังรัฐสภาหรือไม่ นายสุริยะใส กล่าวว่า มีแนวคิดเหมือนกันแต่ยังไม่ได้หารือกัน โดยเฉพาะกับนักศึกษานั้น ตนได้รับมอบหมายจากแกนนำให้ร่วมประชุมกับกลุ่ม Young P.A.D ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษา กลุ่มแนวร่วมนิสิต นักศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มของนักเรียนช่างกล เท็คนิค และกลุ่มสาธิตมัฆวานซึ่เป็นกลุ่มนักเรียนมัธยม ตรงนี้คงต้องดูการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.ด้วย เพราะถ้าหากไปแล้วเกิดการเผชิญหน้าตรงนั้นไม่ใช่จุดยืนของเรา

ส่วนกรณีที่ นปช.นัดชุมนุมใหญ่วันที่ 19 ที่ท้องสนามหลวงนั้น นายสุริยะใส กล่าวว่า เราก็คงต้องเตรียมรับมือโดยจะขยายแดนรับมือออกไปอีก เพราะจุดปะทะกันครั้งที่แล้วอยู่ที่แยก จปร. เมื่อหลุดตำรวจก็ตีกันเลย จึงอาจจะต้องขยายแดน เพื่อไม่ให้ใกล้มวลชนจนเกินไป แต่จะต้องถามแกนนำ นปช.ด้วยว่ากำลังคิดอะไรอยู่ และต้องการอะไร ส่วน นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำ นปช.เวลาเกิดเหตุประทะกันก็ไม่เคยเห็นอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่พอมีคนตายก็เอาธงมาคลุมศพ ทำเป็นวีรชน แสดงถึงความไม่รับผิดชอบของผู้นำมวลชน

นอกจากนี้ ตั้งแต่เปลี่ยน ผบช.น.ระยะหลังการสื่อสารกันลำบากมากขึ้นไม่รู้ว่าระดับผู้ใหญ่ ไม่ยอมสื่อสารด้วยหรืออย่างไรแสดงว่าฝ่ายรัฐบาลไม่พร้อมเจรจา ซึ่งเราจะต้องระมัดระวังตรงนี้ด้วย ส่วนเรื่องมีการออกหมายจับ 9 แกนนำ เราก็ระมัดระวังอยู่แล้ว จะออกไปข้างนอกเฉพาะเท่าที่จำเป็น เพราะทางเจ้าหน้าที่พร้อมจับกุม 9 ผู้ต้องหาตลอดเวลา แต่ในขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ซึ่งอาจจะมีการอ่านคำสั่งภายใน 2-3 วันนี้ก็ได้ ว่า จะชะลอหรือเพิกถอนหมายจับหรือไม่ ตรงนี้ต้องให้สิทธิผู้ต้องหาตามรัฐธรรมนูญด้วย เพราะข้อหากบฏนั้นเกินเลยไป และศาลก็รับไต่สวน ดังนั้นในระหว่างไต่สวน จะเข้ามาจับกุมสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 กันยายน 2551 20:36 น.

โดย..บุษยาและเพื่อน

"ในหลวง"ทรงแนะตุลาการศาลปกครองทำหน้าที่ซื่อสัตย์-เป็นตัวอย่างคนทำดี


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ประธานศาลปกครองสูงสุด นำตุลาการศาลปกครองชั้นต้นเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ในการนี้ทรงมีมีพระบรมราโชวาทให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของประเทศชาติ และเป็นตัวอย่างสำหรับคนที่จะทำดีต่อไป


เมื่อเวลา 17.27 น. วันนี้(15 ก.ย.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด นำตุลาการศาลปกครองชั้นต้นเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ในโอกาสนี้ นางสาวพรทิพย์ ทองดี เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ร่วมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย

ในการนี้ได้มีพระบรมราโชวาทให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของประเทศชาติ และเป็นตัวอย่างแก่ประชาชนทั่วไป

"ข้าพเจ้ายินดีที่ได้ฟังท่านผู้เป็นผู้พิพากษาศาลปกครอง ซึ่งได้ทำการปฏิญาณตนว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อความร่มเย็นของประเทศชาติ การจะปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตนั้นสำคัญ เพราะว่าประชาชนต้องการความซื่อสัตย์สุจริต แล้วถ้ามีผู้ที่ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตนั้นก็ทำให้สบายใจ และสามารถที่จะปฏิบัติงานต่างๆ ของประชาชนได้โดยดี ท่านก็จะต้องปฏิบัติงานอย่างซื่อสัตย์สุจริตดังกล่าวนี้เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของประเทศชาติ

ท่านมีจำนวนไม่มากนักแต่ว่าก็นับว่าเป็นจำนวนที่สำคัญ เพราะว่าท่านมีความรู้ ท่านสามารถที่จะแสดงความรู้นี้ และทำให้ประชาชนดูผู้ที่ปฏิบัติดีเป็นตัวอย่าง ในเวลาเดียวกันท่านก็เป็นตัวอย่างกับผู้ที่ทำหน้าที่ต่อไปด้วย ฉะนั้น ที่ท่านได้ปฏิญาณตนเป็นสิ่งที่สำคัญ ต้องปฏิบัติตามที่ท่านปฏิญาณ ถ้าไม่ได้ปฏิบัติตามที่ท่านปฏิญาณ ก็ทำให้คนเขาเสียใจ คนผิดหวัง ถ้าคนผิดหวัง เป็นอันตรายมากสำหรับการปกครองประเทศ และความเป็นอยู่ของประเทศ

ก็ขอให้ท่านได้ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ท่านได้ตั้งเอาไว้แก่ตัว เพื่อที่จะให้เป็นตัวอย่าง เพื่อที่จะให้ทุกคนมองว่า มีผู้ที่ปฏิบัติตัวด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นธรรมดา เป็นธรรมดานี้แหละสำคัญ เพราะว่า แสดงว่าท่านทำความซื่อสัตย์สุจริต เป็นสิ่งที่เป็นธรรมดาสำหรับผู้ที่มีหน้าที่ ทำให้ผู้ที่เป็นประชาชนทั่วๆ ไป ก็จะได้ทำงานอะไรด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ถือว่าเป็นหน้าที่เหมือนกัน ก็ขอให้ท่านเข้าใจที่พูดนี้ว่า สำคัญแค่ไหน ถ้าท่านเข้าใจและปฏิบัติ ท่านจะเป็นผู้ที่ได้ช่วยประเทศชาติอย่างดี ได้ทำหน้าที่สำหรับเป็นตัวอย่าง ทำหน้าที่สำหรับเป็นผู้ที่เรียกว่า คนดี และก็ได้ทำหน้าที่ด้วยความดี เพื่อที่จะมีคนที่ดี ท่านมีจำนวนไม่มาก แต่เมื่อผู้ที่ได้เห็น ได้ทำตาม มีจำนวนเป็นหลายร้อย หลายพัน เป็นหลายหมื่น หรือถ้าทุกคนทำตาม ทำหน้าที่ตามวิธีที่ท่านทำ บ้านเมืองคงอยู่รอดได้ ไม่มีปัญหา"

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 กันยายน 2551 20:48 น.




โดย..บุษยาและเพื่อนๆ

วันอาทิตย์, กันยายน 14, 2008

“สมชาย” แก้มปริ “ป๋าเหนาะ” ชมไม่ขัดคุณสมบัตินั่งนายกฯ


รักษาการนายกฯ เผย พรรคประชาราช ตอบรับเข้าร่วมตั้งรัฐบาลแล้ว บอกใบ้พปช.เสนอใครนั่งนายกฯก็ว่าไปตามนั้น ยิ้มแก้มปริ “ป๋าเหนาะ” อออกปากชมไม่ขัดคุณสมบัตินั่งนายกฯ

วันนี้ (14 ก.ย.) ภายหลังการพบ นายเสนาะ เทียนทอง และแกนนำพรรคประชาราช นาน 30 นาที นายสมชาย เป็นตัวแทน 3 ส.ให้สัมภาษณ์ ถึงผลการเข้าพบ ว่า ตนและนายแพทย์สุรพงษ์ และ นายสมพงษ์ เข้าพบในนามตัวแทนของพรรคพลังประชาชน ก็มาหารือเพื่อเชิญเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกันอีกครั้งหนึ่ง และต้องขอบคุณที่ นายเสนาะ และ นางอุไรวรรณ ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นกันเอง ซึ่งเราให้ความเคารพนับถือทั้ง 2 ท่านนี้ เพราะท่านเป็นผู้อาวุโส ส่วน นายเสนาะ ถือว่ามีประสบการณ์ทางการเมืองสูง ท่านนับเป็นปรมาจารย์ เราก็ต้องให้ความเคารพนับถือท่านตรงนั้น ซึ่งท่านก็ได้ตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลในการจัดตั้งครั้งใหม่ครั้งนี้เรียบร้อยแล้วจึงต้องมาเรียนให้ทุกท่านได้ทราบทั่วกัน

เมื่อถามว่า มีการกำหนดสเปกคนที่จะมาเป็นนายกหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ไม่มี ท่าได้พูดในหลักการแล้วว่ามอบหมายให้พรรคพลังประชาชนเป็นผู้เสนอชื่อและรายละเอียดก็ไม่ได้ลงลึกขนาดนั้น ซึ่งในหลักการท่านรับและให้เกียรติพรรคพลังประชาชน เราก็ให้เกียรติทางพรรคร่วมทุกท่านในการดำเนินการทุกอย่าง เมื่อถามว่า ไม่ว่าจะเป็นใคร นายเสนาะ ก็ไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่า นายเสนาะ ให้สัมภาษณ์ว่าตัวท่านเองเหมาะที่สุดที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี นายสมชาย กล่าวว่า วันนี้เราไม่ได้พูดอะไรกันพูดแค่ในหลักการว่าต้องร่วมกัน เพราะวันนี้เรายังไม่มีชื่อ เนื่องจากขั้นตอนของพรรคพลังประชาชนยังไม่เสร็จ เมื่อถามว่า นายเสนาะ ระบุว่า ท่านเองแม้จะเป็นน้องเขยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แต่ไม่เคยทำสิ่งใดที่ปกป้องและวางตัวเป็นกลาง และเป็นผู้พิพากษามาก่อน ซึ่งท่านพร้อมรับตำแหน่งหากมีการเสนอชื่อท่านเป็นนายกฯหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ขอบคุณท่านเสนาะที่ได้พูดจาในการที่ให้เครดิตตน ซึ่งตนจะแจ้งพรรคร่วมว่าได้ชื่อใครในวันอังคาร ซึ่งพรุ่งนี้จะได้ชื่อในส่วนของพรรคพลังประชาชน

ด้าน นางอุไรวรรณ เทียนทอง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ฐานะภริยาของนายเสนาะ กล่าวภายหลังการ่วมหารือกับ 3 ส.ว่า คุยกันแล้วก็รับฟัง สรุปก็เหมือนเดิม ผู้สื่อข่าวถามว่า เหมือนเดิม หมายความตามที่ นายเสนาะ สนับสนุน นายสมชาย ใช่หรือไม่ นางอุไรวรรณ กล่าวว่า อันนั้นท่านพูดถึง นายสมชาย แต่ว่าในส่วนของพรรคพลังประชาชน เขาเสนอใคร ส่วนเขาจะเสนอใครเราก็โอเคตามนั้น
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 14 กันยายน 2551 15:39 น.


โดย..บุษยาและเพื่อนๆ

พันธมิตรฯ ย้ำไม่เอานายกฯ “หุ่นเชิด”- ลั่น! รัฐบาลใหม่ต้อง “ประชาภิวัฒน์”


พันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์ ยืนยันสิทธิชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลต่อ พร้อมย้ำจุดยืนพันธมิตรฯไม่เอานายกฯ หุ่นเชิด ไม่เอารัฐบาลแห่งชาติ ที่ให้ทุกพรรคมาสมยอมกันโดยขาดการตรวจสอบ ไม่เอาคนตระบัดสัตย์ พร้อมต่อต้านรัฐประหารเพื่อตัวเอง และพวกพ้อง เสนอทางออกต้องเป็นรัฐบาล “ประชาภิวัฒน์” ส่งเสริมคนดีมาปกครอง สะสางความยุติธรรม พร้อมปฏิรูปการเมือง จัดตั้ง “สภาประชาภิวัฒน์” นำพาประเทศพ้นวิถีการเมืองเดิม

เมื่อเวลา 21.25 น.วันที่ 14 ก.ย.2551 นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวทีในที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่ออ่านแถลงการณ์ ฉบับที่ 22/2551 ของพันธมิตรฯ เพื่อประกาศจุดยืนกรณีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ดังนี้


แถลงการณ์ ฉบับที่ 22/2551
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
เรื่อง “รัฐบาลประชาภิวัฒน์เท่านั้นที่จะแก้ไขวิกฤตชาติได้”


ตามที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออก แถลงการณ์ฉบับที่ 21/2551 เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2551 โดยในข้อที่ 3 ในแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวได้ระบุจุดยืนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า

“เพื่อคลี่คลายวิกฤตที่สุดในโลก และมิให้ประเทศชาติล่มจมต่อไป พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงขอเตือนต่อสภาผู้แทนราษฎรให้สนับสนุนคนดีให้มีอำนาจ และปกป้องมิให้คนไม่ดีมีอำนาจ อย่าได้นำเสนอชื่อบุคคลใดก็ตามที่มีประวัติด่างพร้อย กระทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตระบัดสัตย์ต่อมวลมหาชน แสดงพฤติกรรมเป็นหุ่นเชิดเพื่อช่วยเหลือ หรือปกป้องผู้กระทำความผิดต่อกฎหมายในระบอบทักษิณมาเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีอีกเป็นอันขาด”

บัดนี้ ได้เกิดขบวนการและความพยายามในการบิดเบือนข้อมูล แอบอ้างความเรียบร้อยและความสงบเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพียงเพื่อมิให้ประชาชนสนใจต่อนักการเมืองที่ไร้จริยธรรม ทุจริตคอร์รัปชัน ขายชาติ และย่ำยีกฎหมาย พร้อมๆ กับความพยายามที่จะนำเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลหุ่นเชิด เพื่อให้พรรคพลังประชาชนแสวงประโยชน์แต่ฝ่ายเดียวไม่มีสิ้นสุด ดำรงวิกฤตที่สุดในโลก และความล่มจมประเทศชาติต่อไป ไม่ว่าจะเป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผู้เป็นน้องเขยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และมีภรรยา ถูกกล่าวหาว่า เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตคอร์รัปชัน และร่ำรวยผิดปกติ, นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการยุติธรรมหุ่นเชิด ผู้ที่ได้โยกย้ายอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษให้เป็นคนใกล้ชิดเพื่อช่วยเหลือครอบครัวชินวัตร หรือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ผู้ที่มีประวัติด่างพร้อยร่วมกับรัฐบาลทักษิณออกสลากพิเศษ 2 ตัว และ 3 ตัวโดยผิดกฎหมาย ตลอดจนแสดงพฤติกรรมช่วยเหลือในการคืนเงินที่อายัดให้กับครอบครัวชินวัตร ซึ่งบุคคลเหล่านี้ไม่เคยแสดงจุดยืนตามข้อ 5 ของแถลงการณ์ฉบับที่ 21/2551 ดังนี้

1.ไม่ยอมและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 พยายามแก้ไขเพื่อฟอกความผิดที่กระทำสำเร็จไปแล้วให้กับตัวเองและพวกพ้อง พยายามแก้ไขเพื่อการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ของนักการเมือง พยายามแก้ไขเพื่อลดพระราชอำนาจ หรือโครงสร้างของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

2.ไม่ยอมและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการสะสางปัญหาความอยุติธรรมและคืนความยุติธรรมทั้งหลายให้กับสังคม ด้วยความจริงใจ ได้แก่

- ไม่ยอมและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในการเร่งรัดดำเนินคดีความต่อ นายจักรภพ เพ็ญแข นายวีระ มุสิกพงศ์ ฯลฯ เว็บไซต์ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุชุมชน และขบวนการดูหมิ่นและล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งหมดโดยเร็ว

- ไม่ยอมและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในการเร่งรัดคดีทุจริตคอร์รัปชันให้เข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล โดยปราศจากการแทรกแซงทั้งทางตรงและทางอ้อม และยึดทรัพย์สินที่โกงชาติไปกลับมาเป็นของรัฐ

- ไม่ยอมและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในการเร่งรัดยกเลิกหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและภรรยา

- ไม่ยอมและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการเร่งรัดดำเนินการเพื่อให้ส่งตัวผู้ร้ายหนีอาญาแผ่นดินมาดำเนินคดีในประเทศไทย

- ไม่ยอมและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการประกาศยกเลิกแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ยกปราสาทพระวิหารและพื้นทีโดยรอบให้กับกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว และไม่แสดงจุดยืนเพื่อรักษาอธิปไตยทั้งดินแดนและแหล่งพลังงานก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในอ่าวไทยจนถึงที่สุด

- ไม่ยอมและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการเร่งรัดดำเนินคดีความและลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนอันธพาลการเมืองของรัฐบาลที่คุกคามทำร้ายร่างกายและทรัพย์สินของผู้ชุมนุม

- ไม่ยอมและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการยุติการใช้สื่อของรัฐในการโฆษณาชวนเชื่อและโกหกหลอกลวงประชาชน โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ช่องเอ็นบีที

- ไม่ยอมและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการประกาศยกเลิกโครงการที่ใช้จ่ายเกินตัวและไม่โปร่งใสที่จะทำให้ชาติล่มจม เช่น โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน โครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ฯลฯ โดยทันที

- ไม่ยอมยกเลิก พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 และไม่ยอมใช้การปฏิรูปและพัฒนารัฐวิสาหกิจแทน เพื่อประโยชน์ สูงสุดของคนในชาติ ไม่ยอมนำเอารัฐวิสาหกิจที่แปรรูปไปแล้วกลับคืนมาเป็นของรัฐดังเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปตท.

3.ไม่ยอมให้ความร่วมมือกับประชาชนในการสร้างการเมืองใหม่ เพื่อให้เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง ไม่ให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง คนไม่ดีกลับมีอำนาจ ประชาชนทุกภาคส่วนและทุกสาขาอาชีพไม่มีโอกาสมีส่วนร่วมทางการเมือง

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถือว่าการเข้าสู่อำนาจของบุคคลใดก็ตามที่มีจุดยืนดังกล่าวข้างต้น เป็นการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองของฝ่ายที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ไม่ปรารถนาดีต่อประเทศชาติ เป็นฝ่ายที่แสดงเจตนาที่จะไม่เคารพกฎหมายและเหตุผล เราจึงขอยืนหยัดใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อชุมนุมอย่างสงบ อหิงสาและปราศจากอาวุธต่อไปในทำเนียบรัฐบาล และขอปฏิเสธรัฐบาลที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

1.เราไม่ต้องการ “นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด หรือรัฐบาลผสมที่มีส่วนร่วมจากพรรคพลังประชาชน” ซึ่งหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศไปนานแล้ว กระทำผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถจะเชื่อได้ว่าจะปฏิบัติตามแถลงการณ์ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยฉบับที่ 21/2551 ด้วยความจริงใจ

2.เราไม่ต้องการ “รัฐบาลแห่งชาติที่มาจากการส่งตัวแทนทุกพรรคการเมืองเข้าร่วมรัฐบาล” เพราะจะทำให้เกิดการสมยอมกันในทางการเมือง ขาดการถ่วงดุลตรวจสอบในสภาผู้แทนราษฎร จึงย่อมไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามแถลงการณ์ฉบับที่ 21/2551 ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เช่นกัน

3.เราไม่ต้องการ “บุคคลที่เคยตระบัดสัตย์ต่อคำมั่นสัญญาต่อมวลมหาประชาชนมาเป็นนายกรัฐมนตรี” ซึ่งไม่สามารถที่จะเชื่อถือต่อคำมั่นสัญญาใดๆที่จะปฏิบัติตามแถลงการณ์ฉบับที่ 21/2551 ในอนาคตได้

4.เราไม่ต้องการการรัฐประหารเพื่อกลุ่มผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง และไม่ปฏิบัติตามแถลงการณ์ฉบับที่ 21/2551

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถือว่า วิกฤตการเมืองครั้งนี้ได้มาถึงทางตัน ไม่อาจจะแก้ไขได้ด้วยวิธีการเดิมๆ จึงขอเสนอทางออกด้วยการให้มี “รัฐบาลประชาภิวัฒน์” ซึ่งมีหลักการดังต่อไปนี้

1.ส่งเสริมให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง มิให้คนไม่ดีมีอำนาจ ขอให้นักการเมืองในรัฐสภายอมเสียสละพื้นที่ของตัวเอง ยอมให้บุคคลที่เป็นคนดี ซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีประวัติด่างพร้อย มีความสามารถ และมีความจริงใจในการแก้ไขวิกฤตของบ้านเมือง ให้เข้ามาบริหารประเทศชั่วคราวโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกระดับ ปราศจากตัวแทนผลประโยชน์ของพรรคการเมือง ปราศจากตัวแทนผลประโยชน์ของ กลุ่มการเมือง และปราศจากตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ของกลุ่มทุน

2.ให้รัฐบาลประชาภิวัฒน์เข้ามาดำเนินการภารกิจเฉพาะกิจ เพื่อแก้ไขวิกฤตของบ้านเมืองตามแนวทางในแถลงการณ์ฉบับที่ 21/2551 ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สะสางความอยุติธรรมทั้งปวงและคืนความยุติธรรมกลับสู่สังคมไทย

3.รัฐบาลประชาภิวัฒน์ จะต้องเป็นกลุ่มคนที่พร้อมปฏิรูปการเมืองร่วมกับประชาชนด้วยความจริงใจ เป็นแกนกลางระดมความร่วมมือจากองค์กรประชาชนทุกภาคส่วน ทุกสาขาอาชีพ เพื่อกำหนดอนาคตและทิศทางของประเทศชาติร่วมกัน ช่วยกันพัฒนาสร้างสรรค์ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งเนื้อหา รูปแบบ โครงสร้างทางการเมืองและวัฒนธรรมทางการเมือง ที่อยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางเพื่อความเป็นธรรมในสังคม และรับผิดชอบโดยให้ประชาชนมีอำนาจในการตรวจสอบได้อย่างแท้จริง

4.รัฐบาลประชาภิวัฒน์ จะร่วมกำหนด “วาระแห่งชาติ” ที่แท้จริง และครอบคลุมปัญหาและความเรียกร้องของประชาชนทุกภาคส่วน และทุกสาขาอาชีพ

5.รัฐบาลประชาภิวัฒน์ จะร่วมกับประชาชนเพื่อทำให้เกิด “สภาประชาภิวัฒน์” ที่มีองค์ประกอบหลากหลาย กว้างขวาง เพื่อนำพาประเทศให้พ้นจากวิถีการเมืองแบบเดิม ที่เอื้อต่อการทุจริต คอร์รัปชัน ใช้เล่ห์เพทุบายเพื่อหลบเลี่ยงจากการตรวจสอบ และไม่ตอบสนองปัญหาและความต้องการของประชาชน

การก่อกำเนิดของรัฐบาลประชาภิวัฒน์ และการปฏิบัติตามเงื่อนไขในแถลงการณ์ ฉบับ 21/2551 เท่านั้น จะเป็นแนวทางในการแก้ไขวิกฤตของชาติได้

ด้วยจิตคารวะ

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2551
ณ ทำเนียบรัฐบาล

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 14 กันยายน 2551 21:32 น


บุษยา และเพื่อนๆ

วันเสาร์, กันยายน 13, 2008

อดีต สสร.ตอกหน้า “สามเกลอ”

อดีต สสร. 50 “เสรี สุวรรณภานนท์” แจงข้อกฎหมาย ตอกหน้า “สามเกลอ” ชี้ การสอนหนังสือ ถือเป็นการบริการทางวิชาการ ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจเพื่อหวังผลกำไร ดังนั้นการเอากรณีสอนหนังสือของ “จรัญ ภักดีธนากุล” ไปเปรียบเทียบกับ การเป็นพิธีกรรายการของ “หมัก” จึงทำไม่ได้

หลังจากรายการความจริงวันนี้ ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ที่ดำเนินรายการโดยนายวีระ มุสิกพงษ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ร่วมด้วยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี โดยผู้ดำเนินรายการทั้ง 3ได้ตั้งข้อสงสัยว่านายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อาจมีคุณสมบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 207 และ 209 เนื่องจากไปดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์พิเศษ รับจ้างสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน

รวมถึงยังเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนหลายแห่ง ซึ่งน่าจะมีลักษณะต้องห้ามคล้ายกับกรณีของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง กรณีไปรับจ้างเป็นผู้ดำเนินรายการชิมไปบ่นไปนั้น

วันนี้ (13 ก.ย.) นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) 50 กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า แม้ทั้ง 2 กรณีจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่ในข้อเท็จจริงแล้วแตกต่างกัน เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญระบุให้เห็นได้ว่า การสอนหนังสือ ถือเป็นเสรีภาพทางวิชาการ ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 50 ให้การรับรองไว้ว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพทางวิชาการ การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ ดังนั้นการสอนหนังสือดังกล่าวจึงเป็นลักษณะ ของอาจารย์พิเศษ ไม่ใช่ลูกจ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐธรรมนูญจะครอบคลุมไปถึงการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชน ที่มีจุดมุ่งหมายทางธุรกิจด้วยหรือไม่ นายเสรี กล่าวว่า ถึงแม้จะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแต่ก็เป็นสิทธิเสรีภาพทางวิชาการเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพราะการทำหน้าที่สอนหนังสือไม่ได้มีเป้าหมายจะทำเป็นธุรกิจมุ่งหาผลกำไร

ข่าจาก http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000108699






ดูเหมือนที่ผ่านมาจะมีการกล่าวหาว่าพันธมิตรละเมิดอำนาจศาล แต่ตอนนี้เริ่มมีคนกล้าออกมาวิจารณ์ศาลแล้วครับ ที่สำคัญเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสูงสุดในประเทศ มันน่าโดนบุกยึดอีกซักรอบหนึ่งจริงๆ NBTเนี่ยะ

วันพุธ, กันยายน 10, 2008

Reality Show


ภาพจาก Manager.co.th

หลังจากมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้ลุงหมักพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส.ส ของพรรคพลังประชาชนก็ออกมาแถลงข่าวว่าจะเสนอชื่อให้ลุงหมักทำหน้าที่ต่อ ผมเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับกระบวนทางรัฐสภาหรอกครับว่าเป็นยังไงแต่มีความรู้สึกว่ามันเหมือนรายการในทีวีเลย คล้ายๆ"Academy Fantasia"อะไรประมาณนี้ ที่นักร้องออกจากบ้านไปแล้วก็มีการโหวดกลับมาได้ ฉันใด การเมืองไทยก็คล้ายๆแบบนี้ วิถีทางในรัฐสภามันง่ายขนาดนี้เลยหรือ? ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น "นายไชยา สะสมทรัพย์" ที่พ้นสภาพการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไปก่อนหน้านี่ ในกรณีที่มีเจตนาปิดบังบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของภรรยาแล้วศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยออกมาว่าผิด แต่ก็ยังสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เฉยเลย ต่อมาก็จะโหวดให้นายกฯที่ศาลสูงสุดในประเทศวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองง่ายๆแบบนี้เลยหรือครับ? ผมคิดว่าควรจะแก้รัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่องนี้มากกว่าจริงไหมครับ? "ถ้าหากเป็นเช่นนี้สภาอันทรงเกียรติที่นักการเมืองหลายๆคนพูดนักพูดหนาก็คงไม่ต่างไปจากเวทีประกวดร้องเพลงหรอกครับ"...









โดย..อิทธิมนต์และเพื่อนๆ

วันอังคาร, กันยายน 9, 2008

วันพุธ, กันยายน 3, 2008

พ.ร.ก ฉุกเฉิน




หลังจากที่นายกฯได้ประกาศใช้ พ.ร.ก ฉุกเฉิน ก็ได้มีการวิจารณ์กันต่างๆนาๆในเรื่องของความเหมาะสมว่าสถานการณ์ความรุนแรงตอนนี้สมควรที่จะใช้หรือยัง ซึ่งมันก็มีข้อสงสัยต่างๆตามมาในมุมมองของผมในเรื่องการใช้ พ.ร.ก ฉุกเฉินครั้งนี้มีอยู่หลายอย่าง หนึ่งใช้กลุ่ม น.ป.ก เป็นตัวล่อเพื่อสร้างความวุ่นวายพอประกาศใช้ พ.ร.ก ก็ยอมถอยออก ทำให้เกิดความแตกต่างเพื่อที่จะให้ประชาชนมองเห็นความว่าพันธมิตรไม่ปฎิบัติตามคำสั่งซึ่งนายกฯเองก็พยามหาฝ่ายอยู่แล้วและปฎิเสธไม่ได้อยู่แล้วว่ากลุ่ม น.ป.ก ก็คือกลุ่มของอดีตนายกฯทักษิณอยู่แล้ว สองน่าจะเป็นเครื่องมือในการสลายม็อบพันธมิตรเพราะนายกเองก็เคยพูดในเชิงที่ว่าตัวเองมีอำนาจมีดาบที่จะจัดการกับกลุ่มพันธมิตรได้ โดย พ.ร.ก นี้ขึ้นอยู่กับทหารว่าจะเอาด้วยหรือไม่ แต่ พล.อ อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็ได้ระบุแล้วว่ากองทัพจะอยู่กับประชาชน สามก็คือเป็นสิ่งๆหนึ่งที่จะสามารถยื้อยุดฉุดเวลาในการที่จะรักษาอำนาจของตนเองไว้ให้นานที่สุด ถ้าตนเองลาออกก็จะสูญเสียอำนาจที่ตัวเองตะเกียกตะกายขึ้นมาหรือในกรณีที่ยุบสภาทางฝ่ายของพลังประชานในตอนนี้ก็คงจะเสียวสันหลังแล้วเพราะว่าท่อน้ำเลี้ยงจาก"นายใหญ่"คงจะไหลมายากแล้วในการเลือกตั้งครั้งต่อไป หลายๆท่านคงพอทราบกันอยู่แล้วว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆก็ยังคงมีการซื้อสิทธิขายเสียงกันอยู่..
สรุปง่ายๆก็คือยังไม่ยอมไปไหนครับสำหรับลุงหมัก ยังคงจะรักษาประชาธิปไตยกันต่อไป ลุงเขาบอกอย่างงั้น..ฮ่าๆๆ


ขอบคุณภาพข่าวจากมติชนออนไลน์

โดย..อิทธิมนต์และเพื่อน